Prapas cholsaranon biography of alberta
Home / Celebrity Biographies / Prapas cholsaranon biography of alberta
บอกเขาหน่อยว่า อย่าแซงคิวเลย” แม่เภาพูดเบาๆ
เด็กหนุ่มท่าทางขี้เกรงใจ ทำท่ากระสับกระส่าย แล้วก็ส่งยิ้มให้แม่เภา “ไม่เป็นไรหรอกครับ”
“ไม่ดีหรอกลูก…บอกเขาเถอะ” แม่เภาพูดยิ้มๆเหมือนเวลาสอนลูกๆของแม่เภาเอง
เด็กหนุ่มหันรีหันขวางแล้วก็ไม่กล้าพูดอะไร แม่เภาเห็นท่าไม่ได้การ จึงพูดขึ้นลอยๆ
“ เข้าคิว ไม่ดีกว่าหรือคะคุณ”
ชายวัยกลางคนคนนั้นยังคงยืนเฉยอยู่เหมือนไม่ได้ยินเสียงแม่เภา
“คุณคะ…เข้าคิวเหมือนคนอื่นๆไม่ดีกว่าหรือคะ” แม่เภาใช้เสียงที่ดังขึ้น ชายวัยกลางคนค่อยๆหันมา
“ผมไม่ได้แทรกหน้าคุณป้า คุณป้าเกี่ยวอะไรด้วย จริงไหมน้อง” เขาหันไปหาพวกหน้าตาเฉย เด็กหนุ่มทำหน้าไม่ถูก
“ไม่เป็นไรหรอกคุณป้า” เด็กหนุ่มยิ้มแหยๆ
“ไม่เป็นไรไม่ได้หรอกลูก…แทรกหน้าหนูก็เหมือนแทรกหน้าป้าด้วย เพราะหนูยืนอยู่หน้าป้า”
“คนเดียวแค่นี้ ไม่เสียเวลามากหรอก ขอแค่คนเดียวเอง” หนุ่มใหญ่หันกลับมาเผชิญหน้าแม่เภา
“ก็คิดกันอย่างนี้นะสิ บ้านเมืองถึงได้ยุ่งเหยิง แค่นิดจะเป็นไรแค่หน่อยจะเป็นไร ไอ้นิดหน่อยนี่ถ้ามันมารวมกันเยอะๆนี่ปัญหาเต็มบ้านเต็มเมืองหมด คนเรามันต้องมี…”
“ไม่ต้องหรอกคุณ” ชายวัยกลางคนตัดบท “ไม่ต้องมาสอนผมหรอก”
เขาโบกมือให้แม่เภาหยุดพูดแล้วก็เดินออกจากแถวอ้อมมาแทรกในแถวใหม่โดยยืนอยู่หลังแม่เภาและยืนอยู่หน้าหนุ่มสาวคู่นั้น
“ขอลัดคิวคนหนึ่งนะครับ ขอบคุณมาก” ชายวัยกลางคนเหมาเอาดื้อๆ สองหนุ่มสาวหันมองหน้ากันพูดอะไรไม่ออก แม่เภาหันกลับไป
“หนู…ไม่ทำอะไรสักหน่อยหรือ” แม่เภาชักอยากกัดไม่ปล่อยแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” หญิงสาวพูดขึ้น แต่ไอ้หนุ่มผมยาวแฟนเธอนั่นสิยิ้มออกมาแล้ว “ผมว่าน้ากลับไปต่อคิวดีกว่า”
“ต้อม…ไม่เป็นไรหรอกให้แทรกคนเดียวเองนี่”
“อย่าลูก…อย่าห้ามเขา” “แม่เภาพูดขึ้น” หนูต้องให้กำลังใจเขาถึงจะถูก เขาทำถูกแล้วนี่” แม่เภาหยุดไม่ได้แล้ว
“ผมขอแทรกคนเดียวเอง” ชายวัยกลางคนเสียงอ่อนลง “แถวมันยาวมาก ผมกลัวซื้อตั๋วไม่ทัน”
“พูดอย่างนี้ก็เห็นแก่ตัวสิคะคุณ” แม่เภาพยายามคุมอารมณ์ “คนอื่นเขาก็มาคอยเหมือนกัน”
“ปกติผมก็ไม่ทำอย่างนี้นะครับ แต่บังเอิญหนังเรื่องนี้ผมต้องพาหลานมาดู เด็กเขาต้องทำรายงานส่งวันจันทร์ถ้าไม่ดูวันนี้ ก็ต้องดูรอบดึกกว่านี้อีก เดี๋ยวรายงานก็ไม่ทัน”
ชายกลางคนชี้ไปที่เด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ห่างจากแถวไปประมาณสี่ห้าเมตร เด็กหญิงคนนั้นอายุประมาณสิบขวบเศษๆได้ เธอไว้ผมเปีย หน้าตาเธอดูมีกังวล และยิ่งตอนนี้ผู้คนบริเวณนั้นเริ่มหันมาดูคู่กรณีที่เริ่มส่งเสียงถกเถียงกัน
“หนู..เป็นหลานน้าคนนี้เหรอ” ไอ้หนุ่มผมยาวร้องถามเด็กเพื่อความแน่ใจ เด็กหญิงพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้น….เชิญแทรกตรงผมนี่ก็ได้” ชายหนุ่มเริ่มใจอ่อน ไม่เพียงแต่พ่อหนุ่มคนนี้หรอกที่เริ่มใจอ่อน แม่เภาเองก็ขี้สงสารเด็กง่ายไม่ใช่เล่น
“ไม่รู้สิ” แม่เภาโพล่งขึ้นมา “มันไม่ค่อยถูกอย่างไรก็ไม่รู้ หรือหนูว่ามันดีแล้วอย่างนี้” แม่เภาหันมาหาชายหนุ่มหญิงสาวคู่นั้น เด็กหนุ่มสาวไม่ตอบแต่ชายวัยกลางคนพูดขึ้นมาทันที
“ทำไมล่ะคุณ…เด็กเขาเต็มใจแล้วนี่ แล้วผมก็แค่แทรกคนเดียวเอง ซื้อตั๋วแค่สองใบเท่านั้น”
แม่เภารู้สึกจี๊ดขึ้นมาในสมองทันที เธอล่ะเกลียดเหลือเกินกับไอ้ประโยคมักง่ายที่ว่า “แค่คนเดียวเอง” นี้
“ถ้าไม่อยากให้แทรกคิวไม่แทรกก็ได้ผมฝากซื้อแล้วกัน กลัวเด็กอดดู” พ่อของเด็กหญิงเริ่มเสียงดัง เขาเริ่มรู้สึกว่าคนแถวนั้นเริ่มมองแม่เภาด้วยสายตาตำหนิที่เรื่องมากไม่เข้าเรื่อง
“มันก็ไม่ต่างกันหรอกคุณ คิวนี่เขามีไว้สำหรับการมาก่อนหลัง มันเป็นความยุติธรรมพื้นฐานของสังคมเลย” แม่เภาชักรู้ตัวว่าเสียงดังรีบลดเสียงลง “แล้วทุกคนก็มีเหตุผลส่วนตัวกันทุกคนนั่นแหละว่าต้องดูรอบนี้ อย่างฉันถ้าไม่ดูรอบนี้ก็คงอดดูเพราะพรุ่งนี้ก็ต้องขึ้นเครื่องบินแล้ว”
“คนเดียวไม่เป็นไรหรอกป้า” ชายหนุ่มผมยาวพูดขึ้น สายตาหลายคู่มองมาที่แม่เภา…เหมือนจะถามว่าแม่เภาจะว่าอย่างไร
แม่เภาเองก็รู้สึกเหมือนจะจนมุม ความถูกผิดในความคิดของแม่เภานั้นมันเป็นเหมือนเสาไม้ที่ปักอยู่กลางบึง แต่ไอ้ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเล็กๆน้อยๆนี่สิจะว่าไปมันช่างเหมือนโคลนเลนที่เสาไม้ปักอยู่ แม่เภาเริ่มรู้สึกว่าการประคองเสาไม้ให้ยังคงปักอยู่ตรงๆคราวนี้ทำไมมันยากเหลือเกิน
และยังไม่ทันที่แม่เภาจะพูดอะไรออกไป ผู้คนแถวนั้นก็ต้องเงียบกริบไปทั้งหมด เมื่อเด็กหญิงผมเปียคนนั้นพูดขึ้น “คุณลุงขา…หนูอยากภูมิใจค่ะ”
“อะไรเหรอลูก” ชายวัยกลางคนถาม
“ถ้าเราได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วบังเอิญมีใครอีกสักคนสองคนต้องอดดูเพราะเราแซงคิวเขา หนูคงรู้สึกไม่ดีแน่” ลุงของเธอยืนนิ่งไป
“เราไปเข้าคิวกันเถอะ หนูอยากภูมิใจ”
เด็กน้อยเดินมายกมือไหว้แม่เภา “หนูขอโทษด้วยค่ะคุณป้า”
ส่วนผู้เป็นลุงนั้นท่าทางจะโมโหจัด “ถ้าไม่อยากดูก็ไม่ต้องดู รายงงรายงานไม่ต้องทำมันแล้ว” พูดจบเขาก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยรีบวิ่งตามไปทันที
บนรถเมล์ขณะที่กำลังกลับบ้านหลังจากดูหนังจนจบ แม่เภากำลังนั่งนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ นี่แม่เภาแพ้หรือ ทำไมแม่เภารู้สึกสงสารเด็กคนนั้นขึ้นมาจับใจ เธอจะมีรายงานส่งครูหรือเปล่า เธอจะถูกผู้เป็นลุงทำโทษเอาหรือเปล่า
รถเมล์แล่นเร็วขึ้น ลมจากหน้าต่างรถเมล์พัดผมแม่เภากระเจิงไป แม่เภาเอามือรวบผมไว้ แล้วก็เอาที่คาดผมมาคาดใหม่ อย่างน้อยที่สุดแม่เภาก็มั่นใจว่าสังคมของเราจะมีคนที่รู้สึกรับผิดชอบต่อคนอื่นอย่างมั่นคงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนแน่ๆ
แม่เภาคิดอย่างนั้น
.....................................
นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์
คดีรถสามคัน
ที่สามแยกที่ไม่มีไฟเขียวไฟแดงแห่งหนึ่ง ผู้คนกำลังมุงรถสามคันที่ชนกันอยู่
“โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก” ประโยคแรกที่ไทยมุงพูดขึ้นทันทีที่เห็นคนขับทั้งสามคนลงจากรถเกือบจะพร้อมๆกัน
ดูจากสภาพรถแล้ว เห็นได้ชัดว่ารถทั้งสามคันวิ่งกันมาจากสามทาง ด้านหน้ารถทั้งสามบุบเข้าไปจนกระโปรงหน้ารถเปิดออก สองคันกระโปรงหน้าเปิดจนเห็นเครื่องยนต์
“คุณขับมาอย่างไรนี่ ไม่บีบแตรส่งสัญญาณกันบ้างเลย” ชายหนุ่มที่เพิ่งลงมาจากรถสีฟ้าพูดขึ้นก่อน
“ใช่ น้องก็รู้นี่ว่าสามแยกนี้มันไม่มีไฟแดง” ผู้ชายวัยกลางคนที่ยืนมองรถสีขาวของตัวเองกล่าวสมทบ
“อ้าว พูดอย่างนี้ แสดงว่าผมผิดคนเดียวสิ” เด็กหนุ่มอายุน้อยที่สุดยืนพิงรถสีดำของตัวเอง ในมือถือโทรศัพท์“ใครๆก็รู้ว่าสามแยกอย่างนี้ไม่มีใครเป็นทางเอกทางโทหรอก” เขาพูดด้วยเสียงอันดังอย่างความไม่พอใจ พูดจบก็ก้มไปมองจอโทรศัพท์ แล้วก็เอานิ้วจิ้มพิมพ์ข้อความบางอย่างลงไป
ชายเจ้าของรถสีฟ้าหันไปมองตาขวางทันที แต่ก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้น ชายวัยกลางคนเจ้าของรถสีขาวก็รีบเดินเข้ามาปราม“ใจเย็นๆ คนไทยด้วยกัน”
“น้าน่ะมาเร็วมาเลยนะ” หนุ่มน้อยเจ้าของรถสีดำละสายตาจากโทรศัพท์ไปมองที่พื้นถนน “ไม่มีเบรคสักแอะ”
“อย่าพูดอย่างนั้นเลยพ่อหนุ่ม น้าว่าพ่อหนุ่มก็ไม่เบรคเหมือนกัน ได้ยินเสียงเสียที่ไหน” เจ้าของรถสีขาวส่ายหน้า
ชายเจ้าของรถสีฟ้าเดินวนไปอีกทางแล้วก็เดินกลับมา “ผมมาเลนของผมนะ คุณดูรอยล้อได้เลย”
“แล้วผมไม่ได้มาเลนของผมหรือ” หนุ่มน้อยเจ้าของรถสีดำโต้ทันควัน “ของคุณน้าเขาก็มาเลนตัวเอง มาเสียบกันกลางสามแยกอย่างนี้ ตอบยากว่าใครไม่ได้มาเลนตัวเอง” พูดจบเขาก็ก้มมองโทรศัพท์อีกครั้ง
“ผมว่าคุณน่ะเอาแต่มองโทรศัพท์แน่เลย ตอนขับถึงไม่ยอมมองทาง” ชายเจ้าของรถสีฟ้าชี้หน้าเด็กหนุ่มเจ้าของรถสีดำ
“ดูโทรศัพท์มันผิดตรงไหน ผมขับของผมได้ก็แล้วกัน พี่อย่าพูดเลย ผมก็เห็นรถพี่ก็มีไอแพดติดอยู่ตรงคอนโซล” เด็กหนุ่มรถสีดำชี้ไปที่รถสีฟ้า
“แต่ของผมดูจีพีเอสอยู่ ผมดูแผนที่อยู่ ไม่ได้แชทคุยกับใครเหมือนคุณ ผมกำลังดูเส้นทางอยู่หันมาอีกทีก็โครมแล้ว” ชายรถสีฟ้าเถียง“แล้วคุณบ้าหรือเปล่า ขับรถไปพิมพ์โทรศัพท์ไป น้าว่าไหม” พูดจบเขาก็หันไปหาพวกกับคุณน้ารถสีขาว
“เล่นเกมหรือดูแผนที่” เด็กหนุ่มรถสีดำย้อนคำ
“พอเถอะ ผมว่าไร้สาระพอกัน ขับรถไปแชทไป หรือขับรถไปเล่นเกมไป ผมว่าพอกัน” น้ารถสีขาวกล่าว
“แล้วน้าละ ทำอะไรอยู่ ทำไมน้าไม่เหยียบเบรคหรือบีบแตรเตือนกัน ผมว่าน้าก็คงมองโทรศัพท์อยู่เหมือนกันแหละน่า” เด็กหนุ่มรถสีดำขึ้นเสียงอีก
“ผมไม่บ้าเหมือนพวกคุณหรอก หลงเทคโนโลยี่เสียจนไร้สติไม่มองทาง” ชายวัยกลางคนเจ้าของรถสีขาวตอบพลางชูหนังสือเล่มเล็กๆที่อยู่ในมือ
“เอาอย่างผมบ้างสิ ผมอ่านเล่มนี้อยู่ คาถาหลวงพ่อใหญ่นิรภัยทุกเส้นทาง ไม่ต้องท่องหรอก วางบนพวงมาลัย ตัวหนังสือใหญ่ๆชัดๆ อ่านดังๆตอนขับรถรับรองแคล้วคลาด พวกคุณน่าจะเข้าใกล้พระบ้างนะ เอาแต่เทคโนโลยี่ ชีวิตจะพังเสียเปล่า”
.......................................................
workpoint
Mr.
Prapas Cholsaranon
Vice Chairman, Member of the Nomination and Remuneration Committee, Vice Chairman of the Executive Committee and Vice Chairman
Appointment date : 19 February 2004
Education :
Doctoral Degree
- Doctor of Arts (Honorary Degree) of Communication Arts (Broadcasting), Sripatum University
- ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเทคโนโลยีการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
Bachelor’s Degree
- Bachelor of Architecture, Chulalongkorn University
Certifications
- Directors Accreditation Program (DAP) No.10/2004, Thai Institute of Directors Association (IOD)
- The Executive Program in Energy Literacy for a Sustainable Future Tea Class 10, Thailand Energy Academy
- Advanced Insurance Science Program No.6, Office of the Insurance Commission
- Leader Program No.12, Capital Market Academy
Work experience :
1989 - Present
- Vice Chairman, Member of the Nomination and Remuneration Committee and Vice Chairman of the Executive Committee, Workpoint Entertainment Public Company Limited
Present
- Advisor, Music association of Thailand under patronage of His Majesty the King
"แม่เภาแพ้"
ประภาส ชลศรานนท์
แม่เภาลงมากรุงเทพเพื่อมาเยี่ยมลูกสาวที่เกษตร แต่ทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ ยายพิมพ์ลูกสาวแม่เภาก็ไม่ว่างเอาเสียเลย ตื่นเช้ามาก็ไปมหาวิทยาลัยทำกิจกรรมทั้งสองวัน แม่เภาไม่รู้จะอยู่บ้านคนเดียวทำไมเลยออกมาหาหนังดูสักเรื่อง
ผมเปิดฉากนี้ที่แถวผู้คนที่เข้าคิวรอซื้อตั๋วดูหนัง แม่เภายืนอยู่ประมาณกลางๆแถว ข้างหลังแม่เภาเป็นหญิงสาวร่างอ้อนแอ้น เธอมากับแฟนหนุ่มผมยาวซึ่งยืนอยู่ข้างๆกัน ข้างหน้าแม่เภาเป็นเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษา
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมองซ้ายมองขวามาจากทางไหนแม่เภาเราก็ดูไม่ทัน มาถึงก็เดินเข้ามาแทรกตัวข้างหน้าเด็กหนุ่มนักศึกษาคนนั้น ภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมดแม่เภาเห็นเต็มตา
แม่เภาสะกิดชายหนุ่มนักศึกษา “พ่อหนุ่ม.